วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

กินกล้วยวันละ 2 ผล เกิดประโยชน์มหาศา


 
     ถ้าต้องการให้ระดับพลังงานที่หย่อนยานลงให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็วไม่มีอาหาร ว่างใดดีไปกว่ากล้วย อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที

จึงไม่น่าแปลกใจที่กล้วยเป็นผลไม้อันดับหนึ่งของนักกีฬาชั้นนำระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้นยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรค จึงควรรับประทานทุกวัน

1. โรคโลหิตจาง
ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง

2. โรคความดันโลหิตสูง มี ธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกายินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถโฆษณาได้ว่า กล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้น เลือดฝอยแตก

3. กำลังสมอง นักเรียน 200 คน ที่โรงเรียน Twickenham ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปีนี้ ด้วยการรับประทานกล้วยในมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขา จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วย สามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น

4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูก โดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย

5. โรคความซึมเศร้า จาก การสำรวจเร็ว ๆ นี้ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคน จะมีความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า try potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็น serotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง

6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา

7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญาเกี่ยวกับอาการเสียดท้อง ลองกินกล้วยสักผล คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้

8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า

9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่างมหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้

10. ระบบระสาท ในกล้วยมีวิตามินบี สูงมาก ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ โรคน้ำหนักเกินและโรคที่เกิดในที่ทำงาน จากการศึกษาของสถาบันจิตวิทยาในออสเตรียค้นพบว่า ความกดดันในที่ทำงานเป็นเหตุนำไปสู่การกินอย่างจุบจิบ เช่นอาหารพวกช็อคโกแล็ต และอาหารประเภททอดกรอบต่าง ๆ ในนจำนวนคนไข้ 5,000 คน ในโรงพยาบายต่าง ๆ นักวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วนมากเกินไป และส่วนใหญ่ทำงานภายใต้ความกดดันสูงมาก จากรายงานสรุปว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกและนำไปสู่การกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง เราจึงต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบโฮเดรตสูง เช่น กินกล้วยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่อยยา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วย สารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ได้

11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย

12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทกรกที่เกิดมาจะมีอุณหภูมิเย็น

13. ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้ เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ try potophan ทำให้อารมณ์ดี

14. การสูบบุหรี่ กล้วย สามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินซี เอ บี6 และบี 12 ที่สูงมาก และยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียม ที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนตัวได้เร็ว อันเป็นผลจากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง

15. ความเครียด โปรแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ การส่งออกซิเจน ไปยังสมอง และปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเกิดอารมณ์เครียด อัตรา metabolic ในร่างกายของเราจะขึ้นสูง และทำให้ระดับโปรแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิดความสมดุล

16. เส้นเลือดฝอยแตก จากการวิจัยที่ลงในวารสาร “The New England Journal of Medicine” การกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%

17. โรคหูด การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติ โดยการใช้เปลือกของกล้วยวางปิดลงไปบนหูด แล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยออกด้านนอก ก็จะสามารถรักษาโรคหูดให้หายได้

เห็นหรือไม่ว่า กล้วยรักษาโรคต่าง ๆ อย่างธรรมชาติได้มากมาย ท่านควรลองพิสูจน์ด้วยตัวเองบ้าง ว่าจะได้ผลตามที่กล่าวหรือไม่ และเมื่อเปรียบเทียบแอปเปิ้ลแล้ว กล้วยมีโปรตีนมากกว่าแอปเปิ้ล 4 เท่า มี คาร์โบรไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีวิตามินเอ และธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า และมีวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุอื่น มากกว่าอีก 2 เท่า และกล้วยยังอุดมด้วยโปรแตสเซียม กล้วยจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุด

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เคยกินแอปเปิ้ลวันละผลทุกวันไม่ต้องไปหาหมอ หันมาคุ้นเคยกับคำว่า  “กินกล้วยวันละผล ก็ไม่ต้องไปหาหมอ” นอกจากนี้มีคนที่เคยเป็นตะคริวที่เท้า ข้อเท้า และน่อง แนะนำให้กิน กล้วยทุกวัน ตั้งแต่นั้นมาไม่เป็นตะคริวอีกเลย และหายไป

(มาจากวารสารสารอโศก อันดับ 261 มิถุนายน 2546 ISSN 0857-7585)

ประโยชน์ของส้ม

1. ส้มเป็นผลไม้นางเอก มีสารไฟโตนิวเทรียนต์มาก ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสารกลุ่มฟลาวาโนนส์ สารแอนโธไชยานินส์ สารโพลีฟีนอลส์ และวิตามินซี ที่ช่วยทำให้ผิวสวยกระจ่างใส .. ส้ม มีคอลลาเจน ช่วยซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก และช่วยสมานแผลหลังผ่าตัด แผลไฟไหม้ ให้หายเร็ว และแผลเรียบเนียนขึ้น

2. ส้ม ให้แคลเซียมและวิตามินดี แก่ร่างกาย มากพอๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ นอกจากนี้ส้มยังมีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย แต่พึงเข้าใจด้วยว่า กรดอะซีติกในส้ม อาจทำลายสารเคลือบฟันได้ จึงไม่ควรแปรงฟันภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากทานส้มหรือดื่มน้ำส้ม

3. ส้ม มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ยิ่งไปกว่านั้นส้มยังช่วยป้องกันและรักษาเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย

4. เปลือกของส้ม มีสารมหัศจรรย์อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือการ Polymethoxylated Flavones (PMFs) และสาร D-Limonene ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการกรองสารพิษของตับ นอกจากนี้จากการศึกษายังชี้ว่า เม็ดสีในส้มเขียวหวานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) โดยไม่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)

5. ตำรับจีนมักเสิร์ฟเปลือกส้ม คู่กับอาหารเนื้อสัตว์ เพื่อย่อยอาหารที่มีไขมันสูง บางตำราแนะนำให้เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำเลมอน 12 ออนซ์ ผสมกับน้ำกรองแล้วที่อุณหภูมิห้อง จะช่วยชะล้างของเสียในระบบย่อยอาหารและลำไส้ได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ

6. ส้ม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยปกป้องแก้วตาจากโรคต้อกระจก และจากการศึกษายังพบว่า การบริโภควิตามินอีและซีในปริมาณมาก จะช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูง

7. ส้ม จะทานก็ได้ จะดมผิวก็ได้ เพราะส้มมีสารโฟเลตซึ่งช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนซีโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข กลิ่นของผลไม้ตระกูลส้มสามารถทำให้เบิกบานได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

สำหรับ พ่อแม่ที่อยากให้ลูกน้อยดื่มน้ำส้มคั้น จะให้ดื่มได้ ต้องหลัง 6 เดือน เพราะเป็นช่วงที่สามารถให้อาหารเสริมได้ แต่ควรผสมน้ำส้มในน้ำ ในปริมาณครึ่งต่อครึ่ง การให้น้ำส้มที่มีรสชาติเข้มข้นโดยไม่ผสมอะไรเลยอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ในระบบดูดซึมของลูกได้ พอลูกโตขึ้นจึงค่อยๆ ลดปริมาณน้ำลง จนถึงอายุ 5 ขวบจึงสามารถให้น้ำส้มอย่างเดียวโดยไม่ต้องผสมน้ำ อนึ่ง เนื่องจากน้ำส้มมีรสหวานมาก การผสมน้ำ ยังเป็นข้อดีที่ช่วยให้ลูกน้อยไม่ติดหวานตั้งแต่เล็ก

ผู้ที่เป็นโรคไตและเบาหวาน หากต้องการจะทานส้ม ควรทานด้วยความระมัดระวัง เพราะส้มเป็นผลไม้ที่ให้โปแตสเซียมและน้ำตาลสูง ควรทานเป็นผลซึ่งมีกากใย จะดีกว่าดื่มน้ำส้มคั้น เพราะน้ำส้มคั้น 1 แก้วต้องใช้ส้มมาคั้นหลายผล ไม่มีกากใย และบางเจ้าจะเติมรสหวานเพิ่มเติม

ที่มา : http://www.bloggang.com โดยคุณ พรไม้หอม

จัดอาหารให้ผู้ใหญ่ แบบไหนดี ?

           เพราะ ผู้สูงวัยหรือผู้ใหญ่ในบ้าน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่ดูแลพวกเรามายาวนาน จน ณ ตอนนี้ สุขภาพของท่านอาจเสื่อมไปตามกาลเวลา ลูกหลานอย่างพวกเราจึงนิ่งนอนใจไม่ได้ มาเรียนรู้วิธีการดูแลเรื่องอาหารการกินให้สดอคล้องและเหมาะสมกับระบบร่าง กายผู้ใหญ่ในบ้านกันดีกว่าค่ะ                     


รู้จักปัญหาสุขภาพผู้สูงวัย
- ปัญหาการย่อย เพราะร่างกายผู้สูงวัยถูกใช้งานมานาน ความสามารถในการดูดซึมอาหารของลำไส้จึงลดลง การบีบตัวของลำไส้น้อยลง ทำให้มักมีอาการปวดท้อง ท้องอืด และอาหารไม่ย่อยได้ง่าย
- ปัญหาการบดเคี้ยวอาหาร เนื่องจากฟันหัก ฟันโยก
- ปัญหาความดันโลหิต เช่น มีระดับความดันโลหิตสูง
- ปัญหาความอ้วน และเบาหวาน ทำให้ต้องควบคุมอาหารที่มีน้ำตาลและอาหารไม่มีประโยชน์
 



9 วิธีจัดอาหารให้ผู้ใหญ่สุขภาพดี

            1. เลือกอาหารที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่ โดยเน้นผักผลไม้ที่รับประทานได้ง่าย ไม่หวาน ไม่แข็ง และมีปริมาณอาหารที่ไม่มากเกินไป

            2. ควรจัดอาหารในแต่ละมื้อให้ผู้ใหญ่ในปริมาณน้อยกว่าปกติ แต่ให้กินบ่อยครั้ง เพื่อป้องกันอาการปวดท้องแน่นท้อง

            3. ไม่ควรให้ผู้ใหญ่กินผักสดมากจนเกินไป ซึ่งหากมีอาหารประเภทผักต่างๆ ควรปรุงด้วยวิธีต้ม หรือนึ่ง แทนการกินสด เพราะนอกจากจะเคี้ยวยาก อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร และท้องอืดได้

            4. ควรจัดอาหารประเภทน้ำเป็นส่วนใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ใหญ่เคี้ยวอาหารได้ง่าย แถมยัง ช่วยหล่อลื่นหลอดอาหาร ให้กลืนได้สะดวกขึ้น

            5. เตรียมเมนูอาหารที่หลากหลาย ดึงดูดใจน่ารับประทานทั้งกลิ่น และสี เพราะผู้สูงอายุจะเบื่ออาหารได้ง่ายกว่าปกติ

            6. ควรมีผลไม้สดให้ผู้ใหญ่ได้ทานทุกวัน แต่ควรเป็นผลไม้ที่นิ่ม เคี้ยวง่าย เพื่อช่วยให้การย่อยและการขับถ่ายสะดวก

            7. ผู้พยายามงดอาหารว่างที่เป็นขนมหรืออาหารหวานจัด แต่หากท่านชอบก็อาจจัดให้ได้บ้างตามความเหมาะสมและควรเป็นขนมที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย เช่น ธัญพืชต้มน้ำตาลไม่หวาน เต้าส่วน หรือน้ำเต้าหู้ใส่เครื่องที่ไม่หวานได้

            8. จัดเวลาอาหารให้ผู้ใหญ่ทานได้อย่างไม่เร่งรีบ เพราะท่านอาจจะสำลัก และเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด จนมีผลให้ปวดท้องเพราะอาหารไม่ย่อยได้

            9. ช่วยควบคุมน้ำหนักให้ผู้ใหญ่ โดยดูเมนูอาหารในแต่ละมื้อไม่ให้มากเกินไป งดของหวาน น้ำตาล หรือแป้ง ให้ได้รับอย่างเหมาะสม เพราะหากน้ำหนักเพิ่มขึ้นจนอ้วน อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคอันตราย เช่น เบาหวาน หัวใจ และไขมันอุดตันเส้นเลือดได้ รวมถึงหากผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน หรือความดันอยู่ การควบคุมอาหารและน้ำหนักจะช่วยรักษาระดับน้ำตาล และความดันให้เป็นปกติอีกด้วย 
      

 ขอบคุณที่มา www.thehealthyclub.com
 
 
 

บำรุงสุขภาพผู้สูงวัยหลังป่วย ด้วยอาหารเสริม

 

          โดยปกติแล้วหลังจากคนเราป่วยไข้ ร่างกายก็ย่อมจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูตัวเองพอสมควรกว่าจะแข็งแรงดีเป็นปกติ แต่ สำหรับผู้ใหญ่ด้วยความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย หากเจ็บป่วยเมื่อไร ร่างกายก็ย่อมฟื้นได้ยาก เราจึงมีมาแนะนำวิธีการบำรุงและฟื้นฟูร่างกายสำหรับผู้ใหญ่ให้แข็งแรงสุขภาพ ดีหลังป่วยไข้ได้รวดเร็วขึ้น

อาหารการกินเหมาะสม
          เพียง การรับประทานอาหารที่ช่วยฟื้นฟูและบำรุงร่างกายให้เหมาะสม และไม่กระตุ้นอาการป่วยต่างๆ ให้กำเริบมากยิ่งขึ้น เช่น กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย สำหรับผู้ที่ป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร กินอาหารที่ไม่รสจัด ไม่มัน และไม่มีน้ำตาลหรือน้ำตาลน้อย รวมถึงเลือกอาหารที่เคี้ยวง่าย มีกากใยที่ช่วยในการขับถ่าย และได้รับอาหาร 5 หมู่อย่างครบถ้วน

พักผ่อนเพียงพอ
          การ พักผ่อนให้เพียงพอ คือการพักฟื้นที่สำคัญที่สุด ดังนั้นการนอนให้หลับสนิทเต็มที่ หรือนอนหลับกลางวันบ้าง จะช่วยให้อาการอ่อนเพลียหรือปวดเมื่อยต่างๆ ดีขึ้น

ทำจิตใจอารมณ์แจ่มใส
          หลัง ป่วยร่างกายเราก็ไม่เต็ม 100 อยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องทำจิตใจให้สดชื่นผ่อนคลาย ไม่ป่วยไปตามร่างกาย เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ไม่เครียดหรือยึดติดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่ออารมณ์ผ่อนคลาย ร่างกายก็จะสดใสขึ้นค่ะ

ใช้อาหารเสริมช่วย
          ปัจจุบัน มีอาหารทางการแพทย์สูตรครบถ้วน ที่ไม่ใช่นม จึงปราศจากน้ำตาลแลคโตส ไม่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย มีใยอาหาร ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและทำให้ขับถ่ายง่าย พร้อมสารอาหารครบ 5 หมู่ วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร ซึ่งจะช่วยเติมเต็มสารอาหารที่จำเป็นพอเพียง ให้ร่างกายที่ฟื้นจากอาการป่วยไข้และสุขภาพดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  

ขอบคุณที่มา www.thehealthyclub.com


ชวนชะลออัลไซเมอร์ ! ด้วยอาหารเช้า

ใคร ไม่อยากสมองเสื่อม หรือหลงลืมอะไรได้ง่าย ห้ามขาดอาหารเช้า ไม่ว่าจะมื้อเล็ก มื้อใหญ่ หรือมื้อง่ายๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์ได้อย่างดี
           สาเหตุที่อาหารเช้ามีส่วนช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม เนื่องจากการที่เราไม่กินอาหารเช้า จะทำให้ร่างกายเราขาดอาหารยาวนานมากกว่า 12-15 ชั่วโมง เพราะระหว่างมื้อเย็นจนมาถึงมื้อเช้าของอีกวัน รวมเวลานอนหลับ ร่างกายจะไม่ได้รับสารอาหารยาวนานมาก ดังนั้นหากเราไม่กินอาหารเช้าผลที่ตามมาคือ ทำให้เราขาดน้ำตาลในเลือด หรือน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่ง น้ำตาลในเลือดนี้เอง ที่เป็นอาหารสำคัญต่อการทำงานของสมองของเราทุกคน เมื่อน้ำตาลไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง เซลล์สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความคิดความจำก็จะได้รับน้ำตาลไปบำรุง น้อยตามลงไปด้วย



           และนี่เองที่เป็นสาเหตุทำให้สมองขาดน้ำตาล ขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะขนาดร่างกายเรายังต้องการน้ำตาลมาหล่อเลี้ยงให้เพียงพอ สมองก็ต้องการไม่ต่างกัน นอกจากนี้ การกินอาหารเช้ายังทำให้ร่างกายเราสร้างฮอร์โมน “เซโรโทนิน” ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างสมองให้ทำงานรวดเร็ว ฉับไว คิดอะไรได้แล่นฉิว ไม่เฉื่อยชา หรือเรียกง่ายๆ ว่าช่วยให้สมองไว โดยข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

           แต่ไม่ใช่แค่นี้ค่ะ เพราะอีกสาเหตุที่ทำให้คนไม่กินอาหารเช้า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่า นั่นเป็นเพราะว่า คนที่ขาดอาหารเช้า ทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ง่าย เมื่อเป็นโรคกระเพาะก็ทำให้ต้องกินยาประเภทที่มีส่วนประกอบของอลูมิเนียม เช่น ยาเคลือบกระเพาะต่างๆ ทำให้เกิดการสะสมอลูมิเนียมในร่างกาย ซึ่งมีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

           เพราะฉะนั้นอาหารเช้า คืออาหารมื้อสำคัญสุด ที่ไม่เพียงแต่ช่วยบำรุงร่งกายให้แข็งแรงสุขภาพดี เตรียมพร้อมต่อการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของสมอง ป้องกันความจำเสื่อม


ขอบคุณที่มา www.thehealthyclub.com


9 วิธี ดูแลผู้สูงอายุสุขภาพดี

 

ใคร มีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งวิกฤตเศรษฐกิจปีนี้รุนแรงกว่าครั้งใด ๆ การป้องกันดูจะเป็นยาขนานเอกที่ได้ผลเกินคลาด วันนี้เรามีวิธีดูแสุขภาพผู้สูงอายุมาฝาก

            1. เลือกอาหาร โดยวัยนี้ร่างกายมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะปลา และเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนมถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ และควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ๆ ทอด ๆ จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน

            2. ออกกำลังกาย หาก ไม่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง ทำให้ได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะเกิดประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยขั้นตอนการออกกำลังกายจะต้องค่อย ๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักขึ้น จนถึงระดับที่ต้องการ ทำอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะเวลาที่ต้องการ จากนั้นค่อย ๆ ลดลงช้า ๆ และค่อย ๆ หยุดเพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว

            3. สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ จะ ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้ ๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือการปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก มีการปลูกต้นไม้ จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้

            4. หลีกเลี่ยงอบายมุข ได้แก่ บุหรี่และสุรา จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหรือลดความรุนแรงของโรคได้ ทั้งลดค่าใช้จ่ายในการรักษา และยังช่วยป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ อาชญากรรมต่าง ๆ อันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในขณะนี้

            5. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่ส่งเสริมสุขภาพให้ กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม

            6. ควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว ลดปัญหาการหกล้ม และความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

            วิธี ประเมินว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์อ้วนหรือไม่ โดยคำนวณจากดัชนีมวลกายหรือเรียกสั้น ๆ ว่า "BMI (bodymass index)" ถ้าน้ำหนักตัวเกิน ค่า BMI จะอยู่ระหว่าง 23-24.9 กิโลกรัม/เมตร (ยกกำลัง 2) แต่ถ้าอ้วนละก็ค่า BMI จะตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/เมตร (ยกกำลัง 2) ขึ้นไป

                                         สูตรดัชนีมวลกาย (BMI)           =          น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เมตรยกกำลัง 2)

                   ตัวอย่าง            ผู้สูงอายุ หนัก 67 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร

                                         ดัชนีมวลกาย (BMI)                =          67 (1.6 ยกกำลัง 2)

                                                                                    =          26.17 ถือว่าเข้าข่ายอ้วน


            7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยากินเอง การใช้ยาเดิมที่เก็บไว้มาใช้รักษาอาการที่เกิดใหม่ หรือรับยาจากผู้อื่นมาใช้ เนื่องจากวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการกำจัดยาลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาหรือผลข้างเคียงอาจมีแนวโน้มรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาจะดีที่สุด

            8. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คลำได้ก้อน โดยเฉพาะก้อนโตเร็ว แผลเรื้อรัง มีปัญหาการกลืนอาหาร กลืนติด กลืนลำบาก ท้องอืดเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกหรือถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องเสียเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ้าอย่างนี้ละก็พามาพบแพทย์ดีที่สุด

            9. ตรวจสุขภาพประจำปี แนะ นำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี หรืออย่างน้อยทุก 3 ปี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง เช่น โรคเบาหวาน โรความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และยังมีตรวจการมองเห็น การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย

            นอก จากการดูแลสุขภาพกายแล้วสุขภาพใจก็เป็นสิ่งสำคัญ การทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่าง ๆ มากจนเกินไป รวมถึงการเข้าใจและยอมรับตนเองของท่านและผู้อื่น จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง



ขอบคุณที่มา : health.kapook.com