วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อยากหลับสบายกินอะไรดี ?


การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ และการกินก็ส่งผลกับการนอน แร่ธาตุและสารอาหารอะไรที่สำคัญกับการนอน
แมกนีเซียมและแคลเซียม ทั้งสองธาตุนี้จะทำงานด้วยกันในการเกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หากขาดธาตุใดธาตุหนึ่งอาจจะทำให้มีตะคริวตอนกลางดึก พบว่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำบากและประสาทสัมผัสตึงเครียด เราสามารถพบธาตุทั้งสองได้ในปลา ถั่ว เมล็ดพืชและผักใบเขียว แต่หากคุณต้องการแคลเซียมมากเป็นพิเศษก็น่าจะลองผลิตภัณฑ์จากนมอย่างเช่น โยเกิร์ตหรือชีสที่มีไขมันต่ำ (ความจริงแล้วนมไขมันต่ำหรือขาดมันเนยมักจะมีปริมาณแคลเซียมเท่ากับหรือ มากกว่านมธรรมดาเสียด้วยซ้ำ)
ทริปโตฟาน สำคัญกับการนอนอย่างมากเพราะร่างกายจะใช้กรดอะมิโนชนิดนี้ในการสร้าง เมลาโทนิน อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ พบได้ใน กล้วย ไข่ ลูกพรุน สาหร่าย ไก่งวง และนม
วิตามิน จากวิตามินทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ วิตามินบี ที่พบได้ในธัญพืชมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในแง่ของการนอน มันช่วยปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ร่างกายจะผ่อนคลายจนสามารถหลับลึก ในส่วนของวิตามินบี 6 มันจะรวมตัวกับทริปโตฟานเพื่อกระตุ้นกระบวนการนอนหลับอีกด้วย เราพบวิตามินเหล่านี้ได้จากซีเรียล เต้าหู้ ถั่ว เนื้อวัว ปลา ไก้ ไข่ หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด คะน้า และบรอคโคลี นอกจากนี้ ยังมีวิตามินอื่นๆ อย่างเช่น วิตามินเอและซี ซึ่งพบได้มากในผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ (ที่มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม และแมกนีเซียม) กีวี่ ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลส้ม มันฝรั่งหวาน ฟักทอง และบีตรูต
ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาล (กลูโคส) ในเลือดเกี่ยวข้องกับการนอนหลับออย่างมากเพราะมันจะเป็นตัวชี้ว่าระบบต่างๆ จะทำงานอย่างไร หากน้ำตาลต่ำเกินไป ฮอร์โมนจะได้รับผลกระทบ เราก็อาจจะหลับๆ ตื่นๆ หรือมีปัญหานอนไม่หลับ แต่วิธีการป้องกันก็คือ ไม่กินอาหารที่มีน้ำตาลสูง เพราะเมื่อระดับน้ำตาลที่สูงมากตอนก่อนนอน พอกลางดึก น้ำตาลก็จะตกต่ำและเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น
Tip : การทำกิจวัตรซ้ำๆ ก่อนนอนทุกคืนจะช่วยเตือนให้ร่างกายรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว กิจกรรมที่ควรทำเป็นประจำอาจจะรวมถึงอาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ และฟังเพลงทุกคืน จากนั้นก็ปิดไฟให้ห้องมืดสนิท เท่านี้คุณก็หลับได้สบายแล้วค่ะ


เครดิตที่มา : teenee.com

"กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ"




เตือน "กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ"

ถ้าพูดถึงโรคที่พบเจอและหลายๆ คนเป็นกันมากหนึ่งในนั้นคงต้องมีโรคนี้แน่นอนนั้นก็คือ "โรคหัวใจ" นั้นเองค่ะ จะสังเกตุได้ว่าโรคหัวใจนี้มักจะเป็นโรคที่หลายๆ คนเป็นและส่วนใหญ่มักจะพบว่าคนที่เป็นโรคหัวใจจะอยู่ในกลุ่มของผู้สูงอายุสะส่วนใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าคนอายุน้อยจะเป็นไม่ได้นะค่ะเพราะไม่ได้มีการระบุว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุไหนต้องระวังและดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเลยนะค่ะ กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ นั้นก็คือคนที่ตัวเล็ก ง่ายๆ นะค่ะคนที่ตัวเตี้ยนั้นเองค่ะ เพราะมีการวิจัยออกมาแล้วว่า กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจก็คือคนที่มีรูปร่างเตี้ยนั้นเอง ถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นคนที่ตัวเตี้ยไม่สูงต้องอย่าพลาดเลยนะค่ะ โอ๊ะโอ นอกจากเราจะไม่สูงเหมือนคนอื่นเขาแล้วเรายังต้องดูแลหัวใจเป็นพิเศษอีกหรอด้วยนะค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองแต่ในบางคนก็อาจจะไม่เป็นก็ได้นะค่ะ อันนี้เป็นแค่ความเสี่ยงเท่านั้นค่ะ แต่ตอนนี้คาดว่าหลายๆ คนนั้นก็คงจะเริ่มสงสัยแล้วว่า กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจทำไม่ต้องเป็นคนตัวเตี้ยไม่สูงด้วยนะ แล้วคนตัวเตี้ยหรือคนไม่สูงนั้นจะเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้อย่างไร มีคำตอบมาให้คุณแล้วค่ะ

สำหรับมาตรฐานความสูง-เตี้ย จะพิจารณาจากความสูงของคนในประเทศนั้น ๆ แต่เฉลี่ยแล้วคนเตี้ยจะมีส่วนสูงต่ำกว่า 161 ซม. และคนสูงจะมีส่วนสูงอยู่ที่ 174 ซม. ขึ้นไป ส่วนสาเหตุเป็นเพราะอะไร ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกิดจากการที่คนเตี้ยมีหลอดเลือดหัวใจเล็กกว่าคนสูง จึงอุดตันได้ง่ายและทนคอเลสเตอรอลได้น้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม คนเตี้ยก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก เพราะส่วนสูงเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เป็นโรคหัวใจ จึงควรหันมาสนใจการออกกำลังและการกินอาหาร ให้ถูกหลักดีกว่า ... ง่ายกว่าเพิ่มส่วนสูงเยอะเลยนะ

ที่มา forward mail – ภาพจากอินเตอร์เน็ต

คลายความเครียด ด้วยอาหาร


lozocat

รู้หรือไม่เวลาที่คุณเครียด ต่อมหมวกไตจะทำงานหนักที่สุด เพราะมันต้องรับหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ ยิ่งเครียดนาน ต่อมนี้ยิ่งใช้วิตามินในร่างกายมากขึ้น ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตยังทำให้ร่างกายขับสารอาหารและวิตามินต่างๆ ออกมาในรูปของปัสสาวะมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะวิตามินบีรวม (บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี12) วิตามินซี วิตามินอี โพแทสเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี จึงอาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะพร่องวิตามินได้ ซึ่งส่งผลต่อการเครียด ทำให้อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ปวดศีรษะ ท้องผูกและท้องอืด



เมื่อเกิดความเครียด จึงต้องเสริมอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยส่วนใหญ่วิตามินบีรวม พบมากในผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว และเนื้อสัตว์ที่ปราศจากไขมัน เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ ส่วนวิตามินซีจะพบมากในผลไม้รสเปรี้ยว พริก บล็อกโคลี่ มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ผักใบเขียว แดงต่างๆ นมถั่วเหลืองและไข่กินได้ … หายเครียด



1. กล้วย อุดมไปด้วยโพแทสเซียมและเกลือแร่ต่างๆ ที่ช่วยลดความตึงเครียด ในกล้วยยังทริปโตเฟนและกรดอะมิโนที่ช่วยหลั่งสารแห่งความสุข รวมทั้งสารเมลาโทนิน และยังช่วยให้หลับสบายอีกด้วย

 

2. ผักขมและบล็อกโคลี่ สีเขียวเข้มของผักเต็มไปด้วยโฟเลท วิตามินบี แมกนีเซียม เกลือแร่ต่างๆ วิตามินบี และกรดโฟลิก สามารถช่วยเรื่องอารมณ์ การทำงานของเส้นประสาท คลายความเครียดช่วยให้ร่างกายและจิตใจสงบลง



3. นมและโยเกิร์ต เต็มไปด้วยแคลเซียม และวิตามินดี ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ที่สำคัญเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อระบบประสาท และยังประกอบด้วยทริปโตเฟน ที่ช่วยทำให้จิตใจสงบลง นี่เป็นสาเหตุที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว

 

4. ปลาทูน่า แซลมอน ปลาน้ำจืดต่างๆ เช่น ปลาช่อน ปลานิล อุดมด้วยโอเมก้า3 (DHA) ที่ช่วยหลั่งสารอะครีนาลีน เมื่อคุณรู้สึกหัวหมุนและช่วยป้องกันโรคหัวใจที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียด และยังมีวิตามิบ บี6 และบี12 ที่ช่วยเพิ่มสารแห่งความสุขในสมอง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโคลีนที่ดีต่อระบบความจำอีกด้วย



5. ถั่วต่างๆ ช่วยคลายเครียด ช่วยหลั่งสารแห่งความสุข และอุดมไปด้วยวิตามินบี อี แมกนีเซียม และสังกะสี ช่วยคลายความเครียด วิตามินอีช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียด และโรคหัวใจเช่น ถั่ว จะมีวิตามินบีสูง ถั่วอัลมอนด์ จะมีวิตามินอีสูง ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยปกป้องเซลล์จากความเครียด และช่วยลดความดันโลหิต โดยทำให้เส้นเลือดคลายตัว (แต่ก็มีแคลอรี่สูงเช่นกัน)



6. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ได้แก่ แบล็กเบอรี่ สตรอเบอรี่ แคนเบอรี่ ราสเบอรี่ บลูเบอรี่ มีประโยชน์ช่วยลดความเครียด เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันเซลล์ถูกทำลาย อาจเลือกเป็นของว่างหรือจะนำผลไม้มาปั่นดื่มเย็นชื่นใจ แถมยังป้องกันความเครียดได้ด้วย



7. เนื้อไก่ แหล่งอุดมด้วยกรดอะมิโน และทริปโตเฟนที่ช่วยให้สงบลง ช่วยให้ผ่อนคลาย หากมีเนื้อไก่ในเมนูมื้อเย็นจะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น



8. ส้มและผลไม้รสเปรี้ยว อุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยลดความเครียด ร่างกายของคนเรานั้นไม่สามารถที่จะสร้างวิตามินได้เอง ดังนั้นจึงต้องรับจากอาหารที่รับประทานเข้าไป วิตามินซีจากอาหารช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย



9. แอพริคอตแห้ง เต็มไปด้วยแมกนีเซียมที่จำเป็นต่อระบบประสาท และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แถมยังเป็นแหล่งวิตามินซีที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่าง กายด้วย



10. อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีวิตามินบีสูง ซึ่งจะทำให้ลดระดับความเครียดในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยบำรุงระบบประสาทและเซลล์สมองอีกด้วย เมนูนี้อาจจะมีแคลอรี่สูงสักหน่อย แนะนำให้กินเป็นสลัดคู่กับผักสด



11. ดาร์คช็อกโกแลต มีสาร Flovonois ซึ่งช่วยลดความดันโลหิตสูงและมีประโยชน์ต่อสมอง นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากความเครียดด้วย พยายามเลือกกินดาร์คช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้ตั้งแต่ 70% ขึ้นไป อาจเป็นแบบชงเป็นเครื่องดื่ม หรือรับเป็นชิ้นก็ได้ อย่าลืม..ว่าช็อกโกแลตก็มีแคลอรี่สูงเช่นกัน



ที่มา:โรงพยาบาลพญาไท เผยแพร่โดย http://www.tlcthai.com/ ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ควรทานทุกวัน

อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ควรทานทุกวัน



การดูแลตนเองให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงนั้น นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว วิธีที่หลายคนเลือกใช้ก็คือการรับประทานอาหารที่ทำให้สุขภาพดีจากภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำให้ได้ทุกวัน นอกจากทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว ถ้าคุณได้ทานอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้ในทุกวันจะยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีเพิ่มขึ้น อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าสุดยอดอาหารเหล่านั้นคืออะไร อย่ารอช้าตามไปดูกันเลย

คะน้า : มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก
ชา : การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่เรียกว่าฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
อัลมอนด์ แม็คคาเดเมีย มะม่วงหิมพานต์ : เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการพบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่ง นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลส- เตอรอลที่ไม่ดีด้วย
ถั่ว : เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่าย
บร็อกโคลี่ : เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอ-ไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย
เบอร์รี่ : ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้ดีมาก อีกทั้งยังมีแอนตี้ออกซิแดนต์ ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญยังมีวิตามินซีที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและป้องกันโรคหวัดได้ด้วย
ไข่ไก่ : เป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา มีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดด
มันเทศ : ให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพ เป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลายๆ คนคิดไม่ถึงคือมันเทศมีสารต้านมะเร็งสูง
โยเกิร์ต : หลายๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้านเพื่อทานยามหิว ในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ถ้าคุณทาน โยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีขึ้น รวมถึงระบบการขับถ่ายก็ดีตามไปด้วย
ส้ม : แหล่งวิตามินซีคุณภาพสูงที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้ออกซิแดนต์ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิวเรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว
คุณภาพเน้นๆ แบบนี้ คนรักสุขภาพอย่างเราไม่ควรพลาด อาหารมื้อต่อไปอย่าลืมมองหาวัตถุดิบมากประโยชน์เหล่านี้ ในอาหารจานโปรดของคุณด้วยนะคะ





จาก women.sanook.com/1406721/อาหารเพื่อสุขภาพ-ที่ควรทานทุกวัน/

วิธีใส่คอนแทคเลนส์






ใส่คอนแทคเลนส์




จาก สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ เว็บโรงพยาบาลวิภาวดี ... "การเตรียมตัวข้อห้ามและข้อควรระวังขณะใส่คอนแทคเลนส์"





ก่อนจะใส่คอนแทคเลนส์ ผู้ใส่ควรเตรียมตัวดังนี้



1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อย่างอ่อนและทำให้แห้งก่อนสัมผัสเลนส์



2. ห้ามใช้เครื่องสำอาง ครีม หรือโลชั่น ก่อนใส่เลนส์ ถ้าจะให้ดีควรใส่เลนส์ก่อน แล้วจึงค่อยแต่งหน้า



3. ให้พยายามหลับตาเมื่อต้องใช้สเปรย์ฉีดผมหรือเครื่องสำอางที่เป็นละออง



4. ควรปรึกษาจักษุแพทย์หากต้องการใส่เลนส์ ขณะทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น เล่นกีฬา



5. ไม่ควรใส่เลนส์ที่หมดอายุแล้ว



6. ไม่ควรใช้เลนส์ที่พบว่าขวดบรรจุถูกเปิดมาก่อน หรือขวดมีความเสียหาย









ขั้นตอนการใส่คอนแทคเลนส์



1. ก่อนใส่เลนส์ ให้ล้างเลนส์ด้วยน้ำยาทำความสะอาด เพื่อกำจัดคราบสกปรก คราบโปรตีน หรือคราบน้ำตาที่ยังติดค้างอยู่บนเลนส์เสียก่อน จากนั้นให้จับเลนส์ขึ้นมาด้วยปลายนิ้วมือ และยกขึ้นมาไว้ในระดับเดียวกับดวงตา



2. ใช้นิ้วชี้ของมือที่ว่างอยู่ ช่วยดึงหนังตาล่างลง และเหลือกตาขึ้น



3. ค่อยๆ วางเลนส์ลงในดวงตาช้าๆ เมื่อวางลงแล้วให้กระพริบตาหนึ่งครั้ง เพื่อให้เลนส์เข้าที่ ท่านอาจใช้วิธีดึงหนังตาด้านตรงข้ามแล้วใส่เลนส์ตามแต่ถนัด



4. ทำซ้ำกับตาข้างที่ยังไม่ได้ใส่ ก็เป็นอันเสร็จ









หากรู้สึกว่าเลนส์ที่ใส่เกิดพร่ามัว จะทำอย่างไร?



1. ให้ตรวจสอบดูว่า เลนส์อยู่ตรงกลางดวงตาหรือไม่ ถ้าไม่ ลายของเลนส์อาจบังตาของท่านอยู่ ให้ค่อยๆ ขยับให้เข้าที่ด้วยมือที่สะอาด



2. ให้ตรวจสอบดูว่า เราใส่เลนส์กลับข้างหรือไม่ โดยเลนส์ที่กลับข้างจะมีความเว้ามากกว่าข้างที่ถูกต้อง



3. เลนส์อาจเกิดพร่ามัวเนื่องจากมีน้ำมันหรือส่วนประกอบของเครื่องสำอางที่ใช้ หลุดเข้าไปในเลนส์ ให้ทำความสะอาดก่อนและนำกลับมาใส่อีกครั้ง



4. สังเกตว่าเลนส์มัวตลอดเวลาหรือไม่ ถ้ามัวเป็นบางเวลา ให้สังเกตดูว่าเป็นตอนที่นั่งจ้องคอมนานๆ อยู่ในห้องแอร์ หรือมีลมเข้าตาหรือเปล่า ถ้าใช่ ก็จะเป็นเพราะตาแห้ง ต้องใช้น้ำตาเทียมมาหยอด









ขั้นตอนการนำคอนแทคเลนส์ออกมาอย่างถูกวิธี



1. ก่อนจะทำการถอดเลนส์ ให้ล้างมือทั้งสองให้สะอาด พร้อมเช็ดให้แห้งเสียก่อน



2. มองตรงๆ เพื่อให้เลนส์อยู่ตรงกลางดวงตา จากนั้นให้นำนิ้วชี้จากมือทั้งสองดึงขอบตาบนและล่างออกเบาๆ



3. มองไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แล้วค่อยๆเลื่อนเลนส์ออกจากดวงตาไปทางตาขาวช้าๆ จากนั้นจึงหยิบออกด้วยนิ้วชี้และนิ้วโป้งของมือข้างที่ถนัด



4. เมื่อถอดเลนส์เรียบร้อยแล้ว ให้ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาด แล้วจึงแช่เลนส์ในน้ำยาเพื่อรอการใช้งานในครั้งต่อไป









วิธีการทำความสะอาดเลนส์



1. หลังจากการถอดเลนส์ นำเลนส์วางไว้บนฝ่ามือ หยดน้ำยาล้างเลนส์ประมาณ 2-3 หยดลงบนเลนส์ ใช้นิ้วกดลงตรงกลางเลนส์อย่างแผ่วเบา แล้วถูไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ควรถูไปถูมา เพราะอาจจะทำให้เลนส์ขาดได้ พลิกเลนส์กลับอีกด้าน ทำเหมือนกัน ถูเลนส์ประมาณ 20-30 วินาที ถึงแม้ว่าจะใช้น้ำยาล้างเลนส์แบบไม่ต้องถูเลนส์ NO RUB แล้ว แต่การถูเลนส์จะช่วยให้เลนส์สะอาดยิ่งขึ้น และลดการติดเชื้อที่กระจกตา แล้วใช้น้ำยาล้างเลนส์ฉีดไปที่ตัวเลนส์ทั้งสองด้าน



2. นำเลนส์ที่ถูเสร็จแล้ว วางลงในตลับที่สะอาด เติมน้ำยาล้างเลนส์ให้ท่วมเลนส์ ปิดฝาให้แน่น แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง (แล้วแต่ชนิดน้ำยา บางชนิดต้องแช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง)



3. ก่อนนำเลนส์มาใส่ ควรฉีดล้างด้วยน้ำยาล้างเลนส์อีกครั้งหนึ่ง สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้น้ำยาล้างเลนส์ สามารถใช้ Normal Saline (น้ำเกลือ) ฉีดล้างเลนส์ก่อนนำใส่เข้าตา แต่ไม่ควรใช้ Normal Saline ในการแช่เลนส์ เพราะ Normal Saline เป็นเพียงการชะล้าง แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้



4. เมื่อใส่แล้วเกิดอาการตาแดง เคืองตา ควรถอดเลนส์ออกมาทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง ดูว่าใส่เลนส์กลับด้าน หรือให้สังเกตว่าเลนส์ขาดหรือไม่ เพราะเลนส์ขาดหรือแหว่ง เป็นหนึ่งในสาเหตุที่เกิดอาการตาแดง หรือเคืองตาได้



5. สำหรับผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์ชนิดเปลี่ยนรายปี ควรใช้น้ำยาล้างเลนส์ แบบเข้มข้น และน้ำยาล้างคราบโปรตีนชนิดเม็ดหรือน้ำร่วมด้วย เพื่อความสะอาดของตัวเลนส์ ตลอดอายุการใช้งาน









ข้อห้ามและข้อควรระวังขณะใส่คอนแทคเลนส์




1. ห้ามใส่นอน และไม่ควรใส่เกินวันละ 12 ชม



2. ห้ามใส่ลงน้ำ หากจำเป็นควรใช้แบบรายวัน



3. ห้ามแลกกันใส่ กับผู้อื่นโดยเด็ดขาด



4. ห้ามใช้น้ำก๊อกล้างเลนส์ ควรใช้น้ำเกลือ หรือน้ำยาล้างเลนส์โดนเฉพาะเท่านั้น



5. ควรใส่คอนแทคเลนส์ก่อนแต่งหน้า และถอดออกก่อนล้างเครื่องสำอาง



6. ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง ก่อนใส่ และก่อนถอดเลนส์



7. เมื่อเลนส์มีรอยฉีกขาด หรือเกินกำหนดการใช้งาน ควรทิ้งเลนส์นั้นทันที



8. หากใส่แล้ว มีอาการเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล ควรรีบถอดออกทันที.