วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

กินกล้วยวันละ 2 ผล เกิดประโยชน์มหาศา


 
     ถ้าต้องการให้ระดับพลังงานที่หย่อนยานลงให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็วไม่มีอาหาร ว่างใดดีไปกว่ากล้วย อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที

จึงไม่น่าแปลกใจที่กล้วยเป็นผลไม้อันดับหนึ่งของนักกีฬาชั้นนำระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้นยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรค จึงควรรับประทานทุกวัน

1. โรคโลหิตจาง
ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง

2. โรคความดันโลหิตสูง มี ธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกายินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถโฆษณาได้ว่า กล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้น เลือดฝอยแตก

3. กำลังสมอง นักเรียน 200 คน ที่โรงเรียน Twickenham ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปีนี้ ด้วยการรับประทานกล้วยในมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขา จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วย สามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น

4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูก โดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย

5. โรคความซึมเศร้า จาก การสำรวจเร็ว ๆ นี้ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคน จะมีความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า try potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็น serotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง

6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา

7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญาเกี่ยวกับอาการเสียดท้อง ลองกินกล้วยสักผล คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้

8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า

9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่างมหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้

10. ระบบระสาท ในกล้วยมีวิตามินบี สูงมาก ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ โรคน้ำหนักเกินและโรคที่เกิดในที่ทำงาน จากการศึกษาของสถาบันจิตวิทยาในออสเตรียค้นพบว่า ความกดดันในที่ทำงานเป็นเหตุนำไปสู่การกินอย่างจุบจิบ เช่นอาหารพวกช็อคโกแล็ต และอาหารประเภททอดกรอบต่าง ๆ ในนจำนวนคนไข้ 5,000 คน ในโรงพยาบายต่าง ๆ นักวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วนมากเกินไป และส่วนใหญ่ทำงานภายใต้ความกดดันสูงมาก จากรายงานสรุปว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกและนำไปสู่การกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง เราจึงต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบโฮเดรตสูง เช่น กินกล้วยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่อยยา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วย สารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ได้

11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย

12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทกรกที่เกิดมาจะมีอุณหภูมิเย็น

13. ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้ เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ try potophan ทำให้อารมณ์ดี

14. การสูบบุหรี่ กล้วย สามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินซี เอ บี6 และบี 12 ที่สูงมาก และยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียม ที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนตัวได้เร็ว อันเป็นผลจากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง

15. ความเครียด โปรแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ การส่งออกซิเจน ไปยังสมอง และปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเกิดอารมณ์เครียด อัตรา metabolic ในร่างกายของเราจะขึ้นสูง และทำให้ระดับโปรแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิดความสมดุล

16. เส้นเลือดฝอยแตก จากการวิจัยที่ลงในวารสาร “The New England Journal of Medicine” การกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%

17. โรคหูด การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติ โดยการใช้เปลือกของกล้วยวางปิดลงไปบนหูด แล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยออกด้านนอก ก็จะสามารถรักษาโรคหูดให้หายได้

เห็นหรือไม่ว่า กล้วยรักษาโรคต่าง ๆ อย่างธรรมชาติได้มากมาย ท่านควรลองพิสูจน์ด้วยตัวเองบ้าง ว่าจะได้ผลตามที่กล่าวหรือไม่ และเมื่อเปรียบเทียบแอปเปิ้ลแล้ว กล้วยมีโปรตีนมากกว่าแอปเปิ้ล 4 เท่า มี คาร์โบรไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีวิตามินเอ และธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า และมีวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุอื่น มากกว่าอีก 2 เท่า และกล้วยยังอุดมด้วยโปรแตสเซียม กล้วยจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุด

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เคยกินแอปเปิ้ลวันละผลทุกวันไม่ต้องไปหาหมอ หันมาคุ้นเคยกับคำว่า  “กินกล้วยวันละผล ก็ไม่ต้องไปหาหมอ” นอกจากนี้มีคนที่เคยเป็นตะคริวที่เท้า ข้อเท้า และน่อง แนะนำให้กิน กล้วยทุกวัน ตั้งแต่นั้นมาไม่เป็นตะคริวอีกเลย และหายไป

(มาจากวารสารสารอโศก อันดับ 261 มิถุนายน 2546 ISSN 0857-7585)

ประโยชน์ของส้ม

1. ส้มเป็นผลไม้นางเอก มีสารไฟโตนิวเทรียนต์มาก ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสารกลุ่มฟลาวาโนนส์ สารแอนโธไชยานินส์ สารโพลีฟีนอลส์ และวิตามินซี ที่ช่วยทำให้ผิวสวยกระจ่างใส .. ส้ม มีคอลลาเจน ช่วยซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก และช่วยสมานแผลหลังผ่าตัด แผลไฟไหม้ ให้หายเร็ว และแผลเรียบเนียนขึ้น

2. ส้ม ให้แคลเซียมและวิตามินดี แก่ร่างกาย มากพอๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ นอกจากนี้ส้มยังมีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย แต่พึงเข้าใจด้วยว่า กรดอะซีติกในส้ม อาจทำลายสารเคลือบฟันได้ จึงไม่ควรแปรงฟันภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากทานส้มหรือดื่มน้ำส้ม

3. ส้ม มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ยิ่งไปกว่านั้นส้มยังช่วยป้องกันและรักษาเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย

4. เปลือกของส้ม มีสารมหัศจรรย์อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือการ Polymethoxylated Flavones (PMFs) และสาร D-Limonene ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการกรองสารพิษของตับ นอกจากนี้จากการศึกษายังชี้ว่า เม็ดสีในส้มเขียวหวานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) โดยไม่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)

5. ตำรับจีนมักเสิร์ฟเปลือกส้ม คู่กับอาหารเนื้อสัตว์ เพื่อย่อยอาหารที่มีไขมันสูง บางตำราแนะนำให้เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำเลมอน 12 ออนซ์ ผสมกับน้ำกรองแล้วที่อุณหภูมิห้อง จะช่วยชะล้างของเสียในระบบย่อยอาหารและลำไส้ได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ

6. ส้ม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยปกป้องแก้วตาจากโรคต้อกระจก และจากการศึกษายังพบว่า การบริโภควิตามินอีและซีในปริมาณมาก จะช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูง

7. ส้ม จะทานก็ได้ จะดมผิวก็ได้ เพราะส้มมีสารโฟเลตซึ่งช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนซีโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข กลิ่นของผลไม้ตระกูลส้มสามารถทำให้เบิกบานได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

สำหรับ พ่อแม่ที่อยากให้ลูกน้อยดื่มน้ำส้มคั้น จะให้ดื่มได้ ต้องหลัง 6 เดือน เพราะเป็นช่วงที่สามารถให้อาหารเสริมได้ แต่ควรผสมน้ำส้มในน้ำ ในปริมาณครึ่งต่อครึ่ง การให้น้ำส้มที่มีรสชาติเข้มข้นโดยไม่ผสมอะไรเลยอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ในระบบดูดซึมของลูกได้ พอลูกโตขึ้นจึงค่อยๆ ลดปริมาณน้ำลง จนถึงอายุ 5 ขวบจึงสามารถให้น้ำส้มอย่างเดียวโดยไม่ต้องผสมน้ำ อนึ่ง เนื่องจากน้ำส้มมีรสหวานมาก การผสมน้ำ ยังเป็นข้อดีที่ช่วยให้ลูกน้อยไม่ติดหวานตั้งแต่เล็ก

ผู้ที่เป็นโรคไตและเบาหวาน หากต้องการจะทานส้ม ควรทานด้วยความระมัดระวัง เพราะส้มเป็นผลไม้ที่ให้โปแตสเซียมและน้ำตาลสูง ควรทานเป็นผลซึ่งมีกากใย จะดีกว่าดื่มน้ำส้มคั้น เพราะน้ำส้มคั้น 1 แก้วต้องใช้ส้มมาคั้นหลายผล ไม่มีกากใย และบางเจ้าจะเติมรสหวานเพิ่มเติม

ที่มา : http://www.bloggang.com โดยคุณ พรไม้หอม

จัดอาหารให้ผู้ใหญ่ แบบไหนดี ?

           เพราะ ผู้สูงวัยหรือผู้ใหญ่ในบ้าน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่ดูแลพวกเรามายาวนาน จน ณ ตอนนี้ สุขภาพของท่านอาจเสื่อมไปตามกาลเวลา ลูกหลานอย่างพวกเราจึงนิ่งนอนใจไม่ได้ มาเรียนรู้วิธีการดูแลเรื่องอาหารการกินให้สดอคล้องและเหมาะสมกับระบบร่าง กายผู้ใหญ่ในบ้านกันดีกว่าค่ะ                     


รู้จักปัญหาสุขภาพผู้สูงวัย
- ปัญหาการย่อย เพราะร่างกายผู้สูงวัยถูกใช้งานมานาน ความสามารถในการดูดซึมอาหารของลำไส้จึงลดลง การบีบตัวของลำไส้น้อยลง ทำให้มักมีอาการปวดท้อง ท้องอืด และอาหารไม่ย่อยได้ง่าย
- ปัญหาการบดเคี้ยวอาหาร เนื่องจากฟันหัก ฟันโยก
- ปัญหาความดันโลหิต เช่น มีระดับความดันโลหิตสูง
- ปัญหาความอ้วน และเบาหวาน ทำให้ต้องควบคุมอาหารที่มีน้ำตาลและอาหารไม่มีประโยชน์
 



9 วิธีจัดอาหารให้ผู้ใหญ่สุขภาพดี

            1. เลือกอาหารที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่ โดยเน้นผักผลไม้ที่รับประทานได้ง่าย ไม่หวาน ไม่แข็ง และมีปริมาณอาหารที่ไม่มากเกินไป

            2. ควรจัดอาหารในแต่ละมื้อให้ผู้ใหญ่ในปริมาณน้อยกว่าปกติ แต่ให้กินบ่อยครั้ง เพื่อป้องกันอาการปวดท้องแน่นท้อง

            3. ไม่ควรให้ผู้ใหญ่กินผักสดมากจนเกินไป ซึ่งหากมีอาหารประเภทผักต่างๆ ควรปรุงด้วยวิธีต้ม หรือนึ่ง แทนการกินสด เพราะนอกจากจะเคี้ยวยาก อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร และท้องอืดได้

            4. ควรจัดอาหารประเภทน้ำเป็นส่วนใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ใหญ่เคี้ยวอาหารได้ง่าย แถมยัง ช่วยหล่อลื่นหลอดอาหาร ให้กลืนได้สะดวกขึ้น

            5. เตรียมเมนูอาหารที่หลากหลาย ดึงดูดใจน่ารับประทานทั้งกลิ่น และสี เพราะผู้สูงอายุจะเบื่ออาหารได้ง่ายกว่าปกติ

            6. ควรมีผลไม้สดให้ผู้ใหญ่ได้ทานทุกวัน แต่ควรเป็นผลไม้ที่นิ่ม เคี้ยวง่าย เพื่อช่วยให้การย่อยและการขับถ่ายสะดวก

            7. ผู้พยายามงดอาหารว่างที่เป็นขนมหรืออาหารหวานจัด แต่หากท่านชอบก็อาจจัดให้ได้บ้างตามความเหมาะสมและควรเป็นขนมที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย เช่น ธัญพืชต้มน้ำตาลไม่หวาน เต้าส่วน หรือน้ำเต้าหู้ใส่เครื่องที่ไม่หวานได้

            8. จัดเวลาอาหารให้ผู้ใหญ่ทานได้อย่างไม่เร่งรีบ เพราะท่านอาจจะสำลัก และเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด จนมีผลให้ปวดท้องเพราะอาหารไม่ย่อยได้

            9. ช่วยควบคุมน้ำหนักให้ผู้ใหญ่ โดยดูเมนูอาหารในแต่ละมื้อไม่ให้มากเกินไป งดของหวาน น้ำตาล หรือแป้ง ให้ได้รับอย่างเหมาะสม เพราะหากน้ำหนักเพิ่มขึ้นจนอ้วน อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคอันตราย เช่น เบาหวาน หัวใจ และไขมันอุดตันเส้นเลือดได้ รวมถึงหากผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน หรือความดันอยู่ การควบคุมอาหารและน้ำหนักจะช่วยรักษาระดับน้ำตาล และความดันให้เป็นปกติอีกด้วย 
      

 ขอบคุณที่มา www.thehealthyclub.com
 
 
 

บำรุงสุขภาพผู้สูงวัยหลังป่วย ด้วยอาหารเสริม

 

          โดยปกติแล้วหลังจากคนเราป่วยไข้ ร่างกายก็ย่อมจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูตัวเองพอสมควรกว่าจะแข็งแรงดีเป็นปกติ แต่ สำหรับผู้ใหญ่ด้วยความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย หากเจ็บป่วยเมื่อไร ร่างกายก็ย่อมฟื้นได้ยาก เราจึงมีมาแนะนำวิธีการบำรุงและฟื้นฟูร่างกายสำหรับผู้ใหญ่ให้แข็งแรงสุขภาพ ดีหลังป่วยไข้ได้รวดเร็วขึ้น

อาหารการกินเหมาะสม
          เพียง การรับประทานอาหารที่ช่วยฟื้นฟูและบำรุงร่างกายให้เหมาะสม และไม่กระตุ้นอาการป่วยต่างๆ ให้กำเริบมากยิ่งขึ้น เช่น กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย สำหรับผู้ที่ป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร กินอาหารที่ไม่รสจัด ไม่มัน และไม่มีน้ำตาลหรือน้ำตาลน้อย รวมถึงเลือกอาหารที่เคี้ยวง่าย มีกากใยที่ช่วยในการขับถ่าย และได้รับอาหาร 5 หมู่อย่างครบถ้วน

พักผ่อนเพียงพอ
          การ พักผ่อนให้เพียงพอ คือการพักฟื้นที่สำคัญที่สุด ดังนั้นการนอนให้หลับสนิทเต็มที่ หรือนอนหลับกลางวันบ้าง จะช่วยให้อาการอ่อนเพลียหรือปวดเมื่อยต่างๆ ดีขึ้น

ทำจิตใจอารมณ์แจ่มใส
          หลัง ป่วยร่างกายเราก็ไม่เต็ม 100 อยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องทำจิตใจให้สดชื่นผ่อนคลาย ไม่ป่วยไปตามร่างกาย เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ไม่เครียดหรือยึดติดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่ออารมณ์ผ่อนคลาย ร่างกายก็จะสดใสขึ้นค่ะ

ใช้อาหารเสริมช่วย
          ปัจจุบัน มีอาหารทางการแพทย์สูตรครบถ้วน ที่ไม่ใช่นม จึงปราศจากน้ำตาลแลคโตส ไม่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย มีใยอาหาร ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและทำให้ขับถ่ายง่าย พร้อมสารอาหารครบ 5 หมู่ วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร ซึ่งจะช่วยเติมเต็มสารอาหารที่จำเป็นพอเพียง ให้ร่างกายที่ฟื้นจากอาการป่วยไข้และสุขภาพดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  

ขอบคุณที่มา www.thehealthyclub.com


ชวนชะลออัลไซเมอร์ ! ด้วยอาหารเช้า

ใคร ไม่อยากสมองเสื่อม หรือหลงลืมอะไรได้ง่าย ห้ามขาดอาหารเช้า ไม่ว่าจะมื้อเล็ก มื้อใหญ่ หรือมื้อง่ายๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์ได้อย่างดี
           สาเหตุที่อาหารเช้ามีส่วนช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม เนื่องจากการที่เราไม่กินอาหารเช้า จะทำให้ร่างกายเราขาดอาหารยาวนานมากกว่า 12-15 ชั่วโมง เพราะระหว่างมื้อเย็นจนมาถึงมื้อเช้าของอีกวัน รวมเวลานอนหลับ ร่างกายจะไม่ได้รับสารอาหารยาวนานมาก ดังนั้นหากเราไม่กินอาหารเช้าผลที่ตามมาคือ ทำให้เราขาดน้ำตาลในเลือด หรือน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่ง น้ำตาลในเลือดนี้เอง ที่เป็นอาหารสำคัญต่อการทำงานของสมองของเราทุกคน เมื่อน้ำตาลไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง เซลล์สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความคิดความจำก็จะได้รับน้ำตาลไปบำรุง น้อยตามลงไปด้วย



           และนี่เองที่เป็นสาเหตุทำให้สมองขาดน้ำตาล ขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะขนาดร่างกายเรายังต้องการน้ำตาลมาหล่อเลี้ยงให้เพียงพอ สมองก็ต้องการไม่ต่างกัน นอกจากนี้ การกินอาหารเช้ายังทำให้ร่างกายเราสร้างฮอร์โมน “เซโรโทนิน” ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างสมองให้ทำงานรวดเร็ว ฉับไว คิดอะไรได้แล่นฉิว ไม่เฉื่อยชา หรือเรียกง่ายๆ ว่าช่วยให้สมองไว โดยข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

           แต่ไม่ใช่แค่นี้ค่ะ เพราะอีกสาเหตุที่ทำให้คนไม่กินอาหารเช้า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่า นั่นเป็นเพราะว่า คนที่ขาดอาหารเช้า ทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ง่าย เมื่อเป็นโรคกระเพาะก็ทำให้ต้องกินยาประเภทที่มีส่วนประกอบของอลูมิเนียม เช่น ยาเคลือบกระเพาะต่างๆ ทำให้เกิดการสะสมอลูมิเนียมในร่างกาย ซึ่งมีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

           เพราะฉะนั้นอาหารเช้า คืออาหารมื้อสำคัญสุด ที่ไม่เพียงแต่ช่วยบำรุงร่งกายให้แข็งแรงสุขภาพดี เตรียมพร้อมต่อการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของสมอง ป้องกันความจำเสื่อม


ขอบคุณที่มา www.thehealthyclub.com


9 วิธี ดูแลผู้สูงอายุสุขภาพดี

 

ใคร มีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งวิกฤตเศรษฐกิจปีนี้รุนแรงกว่าครั้งใด ๆ การป้องกันดูจะเป็นยาขนานเอกที่ได้ผลเกินคลาด วันนี้เรามีวิธีดูแสุขภาพผู้สูงอายุมาฝาก

            1. เลือกอาหาร โดยวัยนี้ร่างกายมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะปลา และเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนมถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ และควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ๆ ทอด ๆ จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน

            2. ออกกำลังกาย หาก ไม่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง ทำให้ได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะเกิดประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยขั้นตอนการออกกำลังกายจะต้องค่อย ๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักขึ้น จนถึงระดับที่ต้องการ ทำอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะเวลาที่ต้องการ จากนั้นค่อย ๆ ลดลงช้า ๆ และค่อย ๆ หยุดเพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว

            3. สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ จะ ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้ ๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือการปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก มีการปลูกต้นไม้ จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้

            4. หลีกเลี่ยงอบายมุข ได้แก่ บุหรี่และสุรา จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหรือลดความรุนแรงของโรคได้ ทั้งลดค่าใช้จ่ายในการรักษา และยังช่วยป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ อาชญากรรมต่าง ๆ อันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในขณะนี้

            5. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่ส่งเสริมสุขภาพให้ กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม

            6. ควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว ลดปัญหาการหกล้ม และความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

            วิธี ประเมินว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์อ้วนหรือไม่ โดยคำนวณจากดัชนีมวลกายหรือเรียกสั้น ๆ ว่า "BMI (bodymass index)" ถ้าน้ำหนักตัวเกิน ค่า BMI จะอยู่ระหว่าง 23-24.9 กิโลกรัม/เมตร (ยกกำลัง 2) แต่ถ้าอ้วนละก็ค่า BMI จะตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/เมตร (ยกกำลัง 2) ขึ้นไป

                                         สูตรดัชนีมวลกาย (BMI)           =          น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เมตรยกกำลัง 2)

                   ตัวอย่าง            ผู้สูงอายุ หนัก 67 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร

                                         ดัชนีมวลกาย (BMI)                =          67 (1.6 ยกกำลัง 2)

                                                                                    =          26.17 ถือว่าเข้าข่ายอ้วน


            7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยากินเอง การใช้ยาเดิมที่เก็บไว้มาใช้รักษาอาการที่เกิดใหม่ หรือรับยาจากผู้อื่นมาใช้ เนื่องจากวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการกำจัดยาลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาหรือผลข้างเคียงอาจมีแนวโน้มรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาจะดีที่สุด

            8. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คลำได้ก้อน โดยเฉพาะก้อนโตเร็ว แผลเรื้อรัง มีปัญหาการกลืนอาหาร กลืนติด กลืนลำบาก ท้องอืดเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกหรือถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องเสียเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ้าอย่างนี้ละก็พามาพบแพทย์ดีที่สุด

            9. ตรวจสุขภาพประจำปี แนะ นำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี หรืออย่างน้อยทุก 3 ปี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง เช่น โรคเบาหวาน โรความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และยังมีตรวจการมองเห็น การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย

            นอก จากการดูแลสุขภาพกายแล้วสุขภาพใจก็เป็นสิ่งสำคัญ การทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่าง ๆ มากจนเกินไป รวมถึงการเข้าใจและยอมรับตนเองของท่านและผู้อื่น จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง



ขอบคุณที่มา : health.kapook.com

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อยากหลับสบายกินอะไรดี ?


การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ และการกินก็ส่งผลกับการนอน แร่ธาตุและสารอาหารอะไรที่สำคัญกับการนอน
แมกนีเซียมและแคลเซียม ทั้งสองธาตุนี้จะทำงานด้วยกันในการเกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หากขาดธาตุใดธาตุหนึ่งอาจจะทำให้มีตะคริวตอนกลางดึก พบว่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำบากและประสาทสัมผัสตึงเครียด เราสามารถพบธาตุทั้งสองได้ในปลา ถั่ว เมล็ดพืชและผักใบเขียว แต่หากคุณต้องการแคลเซียมมากเป็นพิเศษก็น่าจะลองผลิตภัณฑ์จากนมอย่างเช่น โยเกิร์ตหรือชีสที่มีไขมันต่ำ (ความจริงแล้วนมไขมันต่ำหรือขาดมันเนยมักจะมีปริมาณแคลเซียมเท่ากับหรือ มากกว่านมธรรมดาเสียด้วยซ้ำ)
ทริปโตฟาน สำคัญกับการนอนอย่างมากเพราะร่างกายจะใช้กรดอะมิโนชนิดนี้ในการสร้าง เมลาโทนิน อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ พบได้ใน กล้วย ไข่ ลูกพรุน สาหร่าย ไก่งวง และนม
วิตามิน จากวิตามินทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ วิตามินบี ที่พบได้ในธัญพืชมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในแง่ของการนอน มันช่วยปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ร่างกายจะผ่อนคลายจนสามารถหลับลึก ในส่วนของวิตามินบี 6 มันจะรวมตัวกับทริปโตฟานเพื่อกระตุ้นกระบวนการนอนหลับอีกด้วย เราพบวิตามินเหล่านี้ได้จากซีเรียล เต้าหู้ ถั่ว เนื้อวัว ปลา ไก้ ไข่ หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด คะน้า และบรอคโคลี นอกจากนี้ ยังมีวิตามินอื่นๆ อย่างเช่น วิตามินเอและซี ซึ่งพบได้มากในผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ (ที่มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม และแมกนีเซียม) กีวี่ ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลส้ม มันฝรั่งหวาน ฟักทอง และบีตรูต
ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาล (กลูโคส) ในเลือดเกี่ยวข้องกับการนอนหลับออย่างมากเพราะมันจะเป็นตัวชี้ว่าระบบต่างๆ จะทำงานอย่างไร หากน้ำตาลต่ำเกินไป ฮอร์โมนจะได้รับผลกระทบ เราก็อาจจะหลับๆ ตื่นๆ หรือมีปัญหานอนไม่หลับ แต่วิธีการป้องกันก็คือ ไม่กินอาหารที่มีน้ำตาลสูง เพราะเมื่อระดับน้ำตาลที่สูงมากตอนก่อนนอน พอกลางดึก น้ำตาลก็จะตกต่ำและเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น
Tip : การทำกิจวัตรซ้ำๆ ก่อนนอนทุกคืนจะช่วยเตือนให้ร่างกายรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว กิจกรรมที่ควรทำเป็นประจำอาจจะรวมถึงอาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ และฟังเพลงทุกคืน จากนั้นก็ปิดไฟให้ห้องมืดสนิท เท่านี้คุณก็หลับได้สบายแล้วค่ะ


เครดิตที่มา : teenee.com

"กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ"




เตือน "กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ"

ถ้าพูดถึงโรคที่พบเจอและหลายๆ คนเป็นกันมากหนึ่งในนั้นคงต้องมีโรคนี้แน่นอนนั้นก็คือ "โรคหัวใจ" นั้นเองค่ะ จะสังเกตุได้ว่าโรคหัวใจนี้มักจะเป็นโรคที่หลายๆ คนเป็นและส่วนใหญ่มักจะพบว่าคนที่เป็นโรคหัวใจจะอยู่ในกลุ่มของผู้สูงอายุสะส่วนใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าคนอายุน้อยจะเป็นไม่ได้นะค่ะเพราะไม่ได้มีการระบุว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุไหนต้องระวังและดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเลยนะค่ะ กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ นั้นก็คือคนที่ตัวเล็ก ง่ายๆ นะค่ะคนที่ตัวเตี้ยนั้นเองค่ะ เพราะมีการวิจัยออกมาแล้วว่า กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจก็คือคนที่มีรูปร่างเตี้ยนั้นเอง ถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นคนที่ตัวเตี้ยไม่สูงต้องอย่าพลาดเลยนะค่ะ โอ๊ะโอ นอกจากเราจะไม่สูงเหมือนคนอื่นเขาแล้วเรายังต้องดูแลหัวใจเป็นพิเศษอีกหรอด้วยนะค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองแต่ในบางคนก็อาจจะไม่เป็นก็ได้นะค่ะ อันนี้เป็นแค่ความเสี่ยงเท่านั้นค่ะ แต่ตอนนี้คาดว่าหลายๆ คนนั้นก็คงจะเริ่มสงสัยแล้วว่า กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจทำไม่ต้องเป็นคนตัวเตี้ยไม่สูงด้วยนะ แล้วคนตัวเตี้ยหรือคนไม่สูงนั้นจะเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้อย่างไร มีคำตอบมาให้คุณแล้วค่ะ

สำหรับมาตรฐานความสูง-เตี้ย จะพิจารณาจากความสูงของคนในประเทศนั้น ๆ แต่เฉลี่ยแล้วคนเตี้ยจะมีส่วนสูงต่ำกว่า 161 ซม. และคนสูงจะมีส่วนสูงอยู่ที่ 174 ซม. ขึ้นไป ส่วนสาเหตุเป็นเพราะอะไร ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกิดจากการที่คนเตี้ยมีหลอดเลือดหัวใจเล็กกว่าคนสูง จึงอุดตันได้ง่ายและทนคอเลสเตอรอลได้น้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม คนเตี้ยก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก เพราะส่วนสูงเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เป็นโรคหัวใจ จึงควรหันมาสนใจการออกกำลังและการกินอาหาร ให้ถูกหลักดีกว่า ... ง่ายกว่าเพิ่มส่วนสูงเยอะเลยนะ

ที่มา forward mail – ภาพจากอินเตอร์เน็ต

คลายความเครียด ด้วยอาหาร


lozocat

รู้หรือไม่เวลาที่คุณเครียด ต่อมหมวกไตจะทำงานหนักที่สุด เพราะมันต้องรับหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ ยิ่งเครียดนาน ต่อมนี้ยิ่งใช้วิตามินในร่างกายมากขึ้น ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตยังทำให้ร่างกายขับสารอาหารและวิตามินต่างๆ ออกมาในรูปของปัสสาวะมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะวิตามินบีรวม (บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี12) วิตามินซี วิตามินอี โพแทสเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี จึงอาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะพร่องวิตามินได้ ซึ่งส่งผลต่อการเครียด ทำให้อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ปวดศีรษะ ท้องผูกและท้องอืด



เมื่อเกิดความเครียด จึงต้องเสริมอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยส่วนใหญ่วิตามินบีรวม พบมากในผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว และเนื้อสัตว์ที่ปราศจากไขมัน เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ ส่วนวิตามินซีจะพบมากในผลไม้รสเปรี้ยว พริก บล็อกโคลี่ มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ผักใบเขียว แดงต่างๆ นมถั่วเหลืองและไข่กินได้ … หายเครียด



1. กล้วย อุดมไปด้วยโพแทสเซียมและเกลือแร่ต่างๆ ที่ช่วยลดความตึงเครียด ในกล้วยยังทริปโตเฟนและกรดอะมิโนที่ช่วยหลั่งสารแห่งความสุข รวมทั้งสารเมลาโทนิน และยังช่วยให้หลับสบายอีกด้วย

 

2. ผักขมและบล็อกโคลี่ สีเขียวเข้มของผักเต็มไปด้วยโฟเลท วิตามินบี แมกนีเซียม เกลือแร่ต่างๆ วิตามินบี และกรดโฟลิก สามารถช่วยเรื่องอารมณ์ การทำงานของเส้นประสาท คลายความเครียดช่วยให้ร่างกายและจิตใจสงบลง



3. นมและโยเกิร์ต เต็มไปด้วยแคลเซียม และวิตามินดี ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ที่สำคัญเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อระบบประสาท และยังประกอบด้วยทริปโตเฟน ที่ช่วยทำให้จิตใจสงบลง นี่เป็นสาเหตุที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว

 

4. ปลาทูน่า แซลมอน ปลาน้ำจืดต่างๆ เช่น ปลาช่อน ปลานิล อุดมด้วยโอเมก้า3 (DHA) ที่ช่วยหลั่งสารอะครีนาลีน เมื่อคุณรู้สึกหัวหมุนและช่วยป้องกันโรคหัวใจที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียด และยังมีวิตามิบ บี6 และบี12 ที่ช่วยเพิ่มสารแห่งความสุขในสมอง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโคลีนที่ดีต่อระบบความจำอีกด้วย



5. ถั่วต่างๆ ช่วยคลายเครียด ช่วยหลั่งสารแห่งความสุข และอุดมไปด้วยวิตามินบี อี แมกนีเซียม และสังกะสี ช่วยคลายความเครียด วิตามินอีช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียด และโรคหัวใจเช่น ถั่ว จะมีวิตามินบีสูง ถั่วอัลมอนด์ จะมีวิตามินอีสูง ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยปกป้องเซลล์จากความเครียด และช่วยลดความดันโลหิต โดยทำให้เส้นเลือดคลายตัว (แต่ก็มีแคลอรี่สูงเช่นกัน)



6. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ได้แก่ แบล็กเบอรี่ สตรอเบอรี่ แคนเบอรี่ ราสเบอรี่ บลูเบอรี่ มีประโยชน์ช่วยลดความเครียด เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันเซลล์ถูกทำลาย อาจเลือกเป็นของว่างหรือจะนำผลไม้มาปั่นดื่มเย็นชื่นใจ แถมยังป้องกันความเครียดได้ด้วย



7. เนื้อไก่ แหล่งอุดมด้วยกรดอะมิโน และทริปโตเฟนที่ช่วยให้สงบลง ช่วยให้ผ่อนคลาย หากมีเนื้อไก่ในเมนูมื้อเย็นจะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น



8. ส้มและผลไม้รสเปรี้ยว อุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยลดความเครียด ร่างกายของคนเรานั้นไม่สามารถที่จะสร้างวิตามินได้เอง ดังนั้นจึงต้องรับจากอาหารที่รับประทานเข้าไป วิตามินซีจากอาหารช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย



9. แอพริคอตแห้ง เต็มไปด้วยแมกนีเซียมที่จำเป็นต่อระบบประสาท และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แถมยังเป็นแหล่งวิตามินซีที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่าง กายด้วย



10. อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีวิตามินบีสูง ซึ่งจะทำให้ลดระดับความเครียดในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยบำรุงระบบประสาทและเซลล์สมองอีกด้วย เมนูนี้อาจจะมีแคลอรี่สูงสักหน่อย แนะนำให้กินเป็นสลัดคู่กับผักสด



11. ดาร์คช็อกโกแลต มีสาร Flovonois ซึ่งช่วยลดความดันโลหิตสูงและมีประโยชน์ต่อสมอง นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากความเครียดด้วย พยายามเลือกกินดาร์คช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้ตั้งแต่ 70% ขึ้นไป อาจเป็นแบบชงเป็นเครื่องดื่ม หรือรับเป็นชิ้นก็ได้ อย่าลืม..ว่าช็อกโกแลตก็มีแคลอรี่สูงเช่นกัน



ที่มา:โรงพยาบาลพญาไท เผยแพร่โดย http://www.tlcthai.com/ ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ควรทานทุกวัน

อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ควรทานทุกวัน



การดูแลตนเองให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงนั้น นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว วิธีที่หลายคนเลือกใช้ก็คือการรับประทานอาหารที่ทำให้สุขภาพดีจากภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำให้ได้ทุกวัน นอกจากทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว ถ้าคุณได้ทานอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้ในทุกวันจะยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีเพิ่มขึ้น อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าสุดยอดอาหารเหล่านั้นคืออะไร อย่ารอช้าตามไปดูกันเลย

คะน้า : มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก
ชา : การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่เรียกว่าฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
อัลมอนด์ แม็คคาเดเมีย มะม่วงหิมพานต์ : เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการพบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่ง นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลส- เตอรอลที่ไม่ดีด้วย
ถั่ว : เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่าย
บร็อกโคลี่ : เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอ-ไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย
เบอร์รี่ : ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้ดีมาก อีกทั้งยังมีแอนตี้ออกซิแดนต์ ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญยังมีวิตามินซีที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและป้องกันโรคหวัดได้ด้วย
ไข่ไก่ : เป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา มีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดด
มันเทศ : ให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพ เป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลายๆ คนคิดไม่ถึงคือมันเทศมีสารต้านมะเร็งสูง
โยเกิร์ต : หลายๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้านเพื่อทานยามหิว ในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ถ้าคุณทาน โยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีขึ้น รวมถึงระบบการขับถ่ายก็ดีตามไปด้วย
ส้ม : แหล่งวิตามินซีคุณภาพสูงที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้ออกซิแดนต์ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิวเรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว
คุณภาพเน้นๆ แบบนี้ คนรักสุขภาพอย่างเราไม่ควรพลาด อาหารมื้อต่อไปอย่าลืมมองหาวัตถุดิบมากประโยชน์เหล่านี้ ในอาหารจานโปรดของคุณด้วยนะคะ





จาก women.sanook.com/1406721/อาหารเพื่อสุขภาพ-ที่ควรทานทุกวัน/

วิธีใส่คอนแทคเลนส์






ใส่คอนแทคเลนส์




จาก สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ เว็บโรงพยาบาลวิภาวดี ... "การเตรียมตัวข้อห้ามและข้อควรระวังขณะใส่คอนแทคเลนส์"





ก่อนจะใส่คอนแทคเลนส์ ผู้ใส่ควรเตรียมตัวดังนี้



1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อย่างอ่อนและทำให้แห้งก่อนสัมผัสเลนส์



2. ห้ามใช้เครื่องสำอาง ครีม หรือโลชั่น ก่อนใส่เลนส์ ถ้าจะให้ดีควรใส่เลนส์ก่อน แล้วจึงค่อยแต่งหน้า



3. ให้พยายามหลับตาเมื่อต้องใช้สเปรย์ฉีดผมหรือเครื่องสำอางที่เป็นละออง



4. ควรปรึกษาจักษุแพทย์หากต้องการใส่เลนส์ ขณะทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น เล่นกีฬา



5. ไม่ควรใส่เลนส์ที่หมดอายุแล้ว



6. ไม่ควรใช้เลนส์ที่พบว่าขวดบรรจุถูกเปิดมาก่อน หรือขวดมีความเสียหาย









ขั้นตอนการใส่คอนแทคเลนส์



1. ก่อนใส่เลนส์ ให้ล้างเลนส์ด้วยน้ำยาทำความสะอาด เพื่อกำจัดคราบสกปรก คราบโปรตีน หรือคราบน้ำตาที่ยังติดค้างอยู่บนเลนส์เสียก่อน จากนั้นให้จับเลนส์ขึ้นมาด้วยปลายนิ้วมือ และยกขึ้นมาไว้ในระดับเดียวกับดวงตา



2. ใช้นิ้วชี้ของมือที่ว่างอยู่ ช่วยดึงหนังตาล่างลง และเหลือกตาขึ้น



3. ค่อยๆ วางเลนส์ลงในดวงตาช้าๆ เมื่อวางลงแล้วให้กระพริบตาหนึ่งครั้ง เพื่อให้เลนส์เข้าที่ ท่านอาจใช้วิธีดึงหนังตาด้านตรงข้ามแล้วใส่เลนส์ตามแต่ถนัด



4. ทำซ้ำกับตาข้างที่ยังไม่ได้ใส่ ก็เป็นอันเสร็จ









หากรู้สึกว่าเลนส์ที่ใส่เกิดพร่ามัว จะทำอย่างไร?



1. ให้ตรวจสอบดูว่า เลนส์อยู่ตรงกลางดวงตาหรือไม่ ถ้าไม่ ลายของเลนส์อาจบังตาของท่านอยู่ ให้ค่อยๆ ขยับให้เข้าที่ด้วยมือที่สะอาด



2. ให้ตรวจสอบดูว่า เราใส่เลนส์กลับข้างหรือไม่ โดยเลนส์ที่กลับข้างจะมีความเว้ามากกว่าข้างที่ถูกต้อง



3. เลนส์อาจเกิดพร่ามัวเนื่องจากมีน้ำมันหรือส่วนประกอบของเครื่องสำอางที่ใช้ หลุดเข้าไปในเลนส์ ให้ทำความสะอาดก่อนและนำกลับมาใส่อีกครั้ง



4. สังเกตว่าเลนส์มัวตลอดเวลาหรือไม่ ถ้ามัวเป็นบางเวลา ให้สังเกตดูว่าเป็นตอนที่นั่งจ้องคอมนานๆ อยู่ในห้องแอร์ หรือมีลมเข้าตาหรือเปล่า ถ้าใช่ ก็จะเป็นเพราะตาแห้ง ต้องใช้น้ำตาเทียมมาหยอด









ขั้นตอนการนำคอนแทคเลนส์ออกมาอย่างถูกวิธี



1. ก่อนจะทำการถอดเลนส์ ให้ล้างมือทั้งสองให้สะอาด พร้อมเช็ดให้แห้งเสียก่อน



2. มองตรงๆ เพื่อให้เลนส์อยู่ตรงกลางดวงตา จากนั้นให้นำนิ้วชี้จากมือทั้งสองดึงขอบตาบนและล่างออกเบาๆ



3. มองไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แล้วค่อยๆเลื่อนเลนส์ออกจากดวงตาไปทางตาขาวช้าๆ จากนั้นจึงหยิบออกด้วยนิ้วชี้และนิ้วโป้งของมือข้างที่ถนัด



4. เมื่อถอดเลนส์เรียบร้อยแล้ว ให้ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาด แล้วจึงแช่เลนส์ในน้ำยาเพื่อรอการใช้งานในครั้งต่อไป









วิธีการทำความสะอาดเลนส์



1. หลังจากการถอดเลนส์ นำเลนส์วางไว้บนฝ่ามือ หยดน้ำยาล้างเลนส์ประมาณ 2-3 หยดลงบนเลนส์ ใช้นิ้วกดลงตรงกลางเลนส์อย่างแผ่วเบา แล้วถูไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ควรถูไปถูมา เพราะอาจจะทำให้เลนส์ขาดได้ พลิกเลนส์กลับอีกด้าน ทำเหมือนกัน ถูเลนส์ประมาณ 20-30 วินาที ถึงแม้ว่าจะใช้น้ำยาล้างเลนส์แบบไม่ต้องถูเลนส์ NO RUB แล้ว แต่การถูเลนส์จะช่วยให้เลนส์สะอาดยิ่งขึ้น และลดการติดเชื้อที่กระจกตา แล้วใช้น้ำยาล้างเลนส์ฉีดไปที่ตัวเลนส์ทั้งสองด้าน



2. นำเลนส์ที่ถูเสร็จแล้ว วางลงในตลับที่สะอาด เติมน้ำยาล้างเลนส์ให้ท่วมเลนส์ ปิดฝาให้แน่น แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง (แล้วแต่ชนิดน้ำยา บางชนิดต้องแช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง)



3. ก่อนนำเลนส์มาใส่ ควรฉีดล้างด้วยน้ำยาล้างเลนส์อีกครั้งหนึ่ง สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้น้ำยาล้างเลนส์ สามารถใช้ Normal Saline (น้ำเกลือ) ฉีดล้างเลนส์ก่อนนำใส่เข้าตา แต่ไม่ควรใช้ Normal Saline ในการแช่เลนส์ เพราะ Normal Saline เป็นเพียงการชะล้าง แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้



4. เมื่อใส่แล้วเกิดอาการตาแดง เคืองตา ควรถอดเลนส์ออกมาทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง ดูว่าใส่เลนส์กลับด้าน หรือให้สังเกตว่าเลนส์ขาดหรือไม่ เพราะเลนส์ขาดหรือแหว่ง เป็นหนึ่งในสาเหตุที่เกิดอาการตาแดง หรือเคืองตาได้



5. สำหรับผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์ชนิดเปลี่ยนรายปี ควรใช้น้ำยาล้างเลนส์ แบบเข้มข้น และน้ำยาล้างคราบโปรตีนชนิดเม็ดหรือน้ำร่วมด้วย เพื่อความสะอาดของตัวเลนส์ ตลอดอายุการใช้งาน









ข้อห้ามและข้อควรระวังขณะใส่คอนแทคเลนส์




1. ห้ามใส่นอน และไม่ควรใส่เกินวันละ 12 ชม



2. ห้ามใส่ลงน้ำ หากจำเป็นควรใช้แบบรายวัน



3. ห้ามแลกกันใส่ กับผู้อื่นโดยเด็ดขาด



4. ห้ามใช้น้ำก๊อกล้างเลนส์ ควรใช้น้ำเกลือ หรือน้ำยาล้างเลนส์โดนเฉพาะเท่านั้น



5. ควรใส่คอนแทคเลนส์ก่อนแต่งหน้า และถอดออกก่อนล้างเครื่องสำอาง



6. ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง ก่อนใส่ และก่อนถอดเลนส์



7. เมื่อเลนส์มีรอยฉีกขาด หรือเกินกำหนดการใช้งาน ควรทิ้งเลนส์นั้นทันที



8. หากใส่แล้ว มีอาการเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล ควรรีบถอดออกทันที.